มะเร็งมดลูกมี 2 ชนิดคือ มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งโพรงมดลูก
1) ตำแหน่งของมะเร็ง:
มดลูกเป็นส่วนหนึ่งในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
มะเร็งที่มดลูกมักจะปรากฏตามบริเวณต่างๆดังนี้:
- บริเวณปากมดลูก ช่วงปลายสุดของช่องคลอด
โดยจะมีลักษณะเป็นเยื่อเมือกหรือเกาะตามผนังมดลูกชั้นในสุด ในแต่ละปี
ผู้หญิง 100,000 คนเป็นมะเร็งปากมดลูก 20-25 คน โดยผู้ที่มีความเสี่ยงจะมีอายุตั้งแต่
25 ปีเป็นต้นไปและมักเป็นในผู้ที่อยู่
ในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในแถบอเมริกาใต้, จีน,
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา
- บริเวณภายในโพรงมดลูก ซึ่งใน 100,000 คน จะมีผู้หญิงที่เป็นมะเร็งประเภทนี้ 20-25 คนโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
และแคนาดา ผู้หญิงในรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นมะเร็งประเภทนี้มากกว่าผู้หญิงญี่ปุ่นถึง 30
เท่า นอกจากนี้ยังพบว่าในบรรดา
โรคมะเร็งประเภทต่างๆที่เกิดกับเพศหญิง หญิงชาวอเมริกันกว่า 6%
เป็นมะเร็งประเภทนี้
2) ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ:
ส่วนใหญ่พบมะเร็งมดลูกในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี
แต่ทั้งนี้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่าก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
ก) มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการมีสุขอนามัยที่ไม่ดี
:
- การขาดสุขอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่การมีคู่นอนหลายคน
หรือการที่คู่นอนของตนไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส (หูด, เริม)
พบมะเร็งชนิดนี้น้อยมากในผู้หญิงที่ละทิ้งการมี
เพศสัมพันธ์เช่น แม่ชี เป็นต้น
- การใช้ยาสูบต่างๆ เช่นบุหรี่
ข)
มะเร็งโพรงมดลูก เกิดได้จาก:
-
การไม่ตั้งครรภ์;
-
ความอ้วน;
- การใช้ยา Tamoxifen เพื่อรักษามะเร็งเต้านมนั้น เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมดลูก
ในทางกลับกัน การกินยาคุมกำเนิดสามารถลดความเสี่ยงได้แม้จะหยุดกินไปถึง 5 ปี
เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
ช่วยปกป้องมดลูก
3)
พัฒนาการของโรค:
มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้จากการตรวจ Pap test
ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างเยื่อเมือกจากภายในช่องคลอดเพื่อส่งตรวจ
มะเร็งมดลูกจะพัฒนาจากโพรงมดลูก, ปากมดลูก, ต่อมน้ำเหลือง, กระดูกเชิงกราน
กระเพาะปัสสาวะ, ช่องทวารหนัก และ
อวัยวะส่วนอื่นๆ
4) ลักษณะอาการ:
-
ปัสสาวะยาก, เจ็บขณะปัสสาวะ;
-
เจ็บบริเวณช่องท้อง;
-
มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด:
-
อาการของมะเร็งปากมดลูกจะมีเลือดออกผิดปกติที่บริเวณช่องคลอดในระหว่างการมี
เพศสัมพันธ์หรือในช่วงที่ไม่มี
ประจำเดือน
-
ส่วนมะเร็งโพรงมดลูกจะมีเลือดออกเป็นประจำหลังวัยหมดประจำเดือน
5)
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งมดลูก:
-
สามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap smear
จากนั้นตรวจซ้ำด้วยเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ speculoscopy,
ตรวจชิ้นเนื้อ, ตรวจกระเพาะปัสสาวะด้วยวิธี cystoscopy หรือ urography
- ตรวจมะเร็งโพรงมดลูกด้วยวิธี hysterography
ซึ่งเป็นการตรวจเอ็กซเรย์ภายในโพรงมดลูก, ทำอัลตร้าซาวด์, ส่องกล้อง
ภายในโพรงมดลูกหรือ hysteroscopy, ตรวจชิ้นเนื้อ
-
ควรเพิ่มการตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง SCC และ Cyfra 21-1
6)
การบำบัดรักษามะเร็งมดลูก:
การบำบัดรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อ, ระยะและระดับของการเกิดโรค
โดยแพทย์จะใช้วิธีการต่างๆดังนี้
-
ฮอร์โมนบำบัด;
-
การผ่าตัดเอามดลูกออก
(hysterectomy);
-
การฉายรังสี
แพทย์มักเลือกใช้วิธีรังสีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนเนื้อมีขนาดหดเล็กลง
ซึ่งการใช้รังสีนั้นมีทั้ง
แบบภายนอกคือเล็งลำแสงไปที่บริเวณมะเร็งและแบบภายในซึ่งเป็นการฉีดรังสีเข้าไป
ในบริเวณช่องคลอด
7)
การติดตามผลการรักษา:
ควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อติดตามผลการรักษา
-
มะเร็งปากมดลูกมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงถึงเกือบ 100%
เมื่อตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ หากมะเร็งไม่แพร่กระจาย
ออกนอกปากมดลูกก็อาจรักษาให้หายได้ 80-85%
ซึ่งโอกาสในการักษาจะลดลงเมื่อการแพร่กระจายของมะเร็งเพิ่มมากขึ้น
-
มะเร็งโพรงมดลูก ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดและทำอัลตร้าซาวด์
นอกจากนี้ควรตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและให้ผลรวดเร็ว
8)
การป้องกัน:
-
เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ ควรตรวจ Pap test เป็นประจำทุกๆ 3 ปี
เริ่มตั้งแต่อายุ 20 จนถึงอายุ 55 ปี
-
สำหรับมะเร็งโพรงมดลูก หากมีเลือดออกผิดปกติที่บริเวณช่องคลอด
ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดทันที
-
ตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งเป็นประจำทุกปี เพราะหากตรวจพบมะเร็งได้เร็ว
ก็มีโอกาสรักษาได้
โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้