1) การแพร่กระจายมะเร็งลูกอัณฑะ :
การศึกษาวิจัยทางด้านมะเร็งลูกอัณฑะได้เจริญก้าวหน้าอย่างมากในปีที่ผ่านมา
จนสามารถรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้ได้
(ยกเว้นในกรณีที่เนื้อร้ายนั้นมีขนาดใหญ่และพบเมื่อสายเกินไป
แต่โชคดีที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก) มะเร็งลูกอัณฑะ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบ seminoma และ nonseminoma
1)
มะเร็งลูกอัณฑะแบบ seminoma จะพบได้ประมาณ 35% ในผู้ใหญ่เพศชาย
จะพบมากขึ้นตามอายุ เริ่มตั้งแต่เข้าวัยหนุ่มสาว
ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือประมาณ 30-40 ปี
มะเร็งประเภทนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการรักษาแบบรังสีบำบัดและ
เคมีบำบัดได้เป็นอย่างดี
2)
มะเร็งลูกอัณฑะแบบ nonseminoma พบได้ประมาณ 55%
และส่วนใหญ่พบในผู้ชายวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุเฉลี่ยประมาณ
31 ปีซึ่งเป็นช่วงที่ลูกอัณฑะมีการทำงานเต็มที่
มะเร็งประเภทนี้ตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้ดี
ในบางกรณีอาจเกิดมะเร็งทั้ง 2 ประเภทร่วมกันได้
ในสหรัฐอเมริกามีผู้เป็นมะเร็งอัณฑะประมาณ 10,000 คนต่อปี มะเร็ง
ลูกอัณฑะเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในเพศชายวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีอายุตั้งแต่ 20-25
ปี มีผู้เป็นโรคมะเร็งชนิดนี้คิดเป็น 1%
ของบรรดาโรคมะเร็งในเพศชายทั้งหมด
2) การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งลูกอัณฑะ :
ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ :
-
ภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุงอัณฑะ
(undescended testicle),
-
การเจริญเติบโตของลูกอัณฑะผิดปกติ;
-
มะเร็งประเภทนี้พบในชนผิวขาวมากกว่าชนผิวดำ;
-
ชายที่มีโครโมโซมเพศผิดปกติ
(Klinefelter syndrome).
สัญญาณผิดปกติต่างๆ :
-
ขนาดของลูกอัณฑะโตขึ้น โดยไม่มีอาการเจ็บปวด;
-
จากนั้นจะมีอาการเจ็บที่ลูกอัณฑะ โดยที่ก้อนภายในลูกอันฑะไม่มีอาการเจ็บปวด
นอกจากนี้ถุงอัณฑะจะมีขนาดใหญ่ขึ้น;
-
ปวดชาในบริเวณท้องส่วนล่าง.
การตรวจวินิจฉัย :
โดยมากสามารถตรวจพบมะเร็งลูกอัณฑะได้ด้วยตนเองจากการสังเกตความผิดปกติ
ของลูกอัณฑะ
- ตรวจร่างกายทั่วไป
-
ตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง AFP, BHCG, CEA , CA 19-9 และ CA125
โดยจะพบว่าตัวบ่งชี้ AFP และ BHCG มีค่าสูงใน
คนไข้ 80% ที่มีมะเร็งลูกอัณฑะแบบ nonseminoma หากพบค่าของตัวบ่งชี้ AFP เกิน
10,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรและค่า
BHCG เกิน 50,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร แสดงว่ามีค่าสูง
ควรเข้ารับการบำบัดรักษาโดยด่วน
-
การเอ็กซเรย์ด้วยวิธี tomodensitometry
-
การตรวจอัลตร้าซาวด์แบบ color Doppler
-
การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจวิเคราะห์ประเภทและการแพร่กระจายของมะเร็ง
3)
การบำบัดรักษาโรคมะเร็งลูกอัณฑะ :
ความก้าวหน้าทางการแพทย์รุดหน้าไปไกลมากจนไม่ต้องหาคำตอบแล้วว่าโรคนี้
สามารถรักษาได้หรือไม่ แต่มาเน้นศึกษาว่า
การรักษาแบบใดจะทำให้มีอาการข้างเคียงน้อยที่สุด โดยมี 2 ระดับดังนี้
-
ขั้นแรก ลดความเสี่ยงด้านภาวะพิษและภาวะเป็นหมันที่อาจเกิดจากการรักษา
-
และขั้นต่อมา ลดระดับความเสี่ยงของการกลับมาของมะเร็งให้เหลือน้อยที่สุด
-
สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งลูกอัณฑะที่ไม่รุนแรง
ภายหลังการรักษาควรตรวจสุขภาพเพื่อติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นการเฝ้าระวัง
ไม่ให้กลับมาเป็นมะเร็งอีก
-
การผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออก (orchiectomy)
จะทำให้สมรรถภาพทางเพศและการสืบพันธุ์ลดลง
-
การรักษาด้วยวิธีรังสีบำบัด ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตน้ำอสุจิ
แต่ความสามารถในการสืบพันธุ์ของคนไข้ส่วนใหญ่จะสามารถ
คืนกลับมาเป็นปกติได้ในเดือนถัดมา
-
เคมีบำบัด ความก้าวหน้าของการใช้เคมีหลายๆชนิดบำบัดสามารถรักษา 90%
ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้ให้หายได้มามากกว่า
10 ปีแล้ว
ชายวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีมะเร็งลูกอัณฑะควรระลึกไว้เสมอว่าการบำบัดรักษาอาจมีผล
ทำให้เป็นหมัน โดยแพทย์อาจแนะนำ
ให้ใช้บริการของธนาคารอสุจิ
(sperm bank)
4) การตรวจติดตามผลหลังจากการรักษา
ควรหมั่นตรวจสอบสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
-
ตรวจร่างกายตามปกติ
;
-
การเอ็กซเรย์ด้วยวิธี tomodensitometry
- ตรวจเลือดเพื่อเช็คค่าของตัวบ่งชี้มะเร็งชนิดต่างๆ
การฉายรังสีและการทำเคมีบำบัดอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของลำไส้,
ไตและกระดูกได้
มะเร็งลูกอัณฑะมีโอกาสกลับมาเกิดอีกได้ ( 80%) ซึ่งมักจะตรวจพบภายใน 2 ปี
จะดูว่าได้รักษาจนหายดีแล้วหรือไม่
ก็ต่อเมื่อไม่พบการกลับมาของมะเร็งภายในระยะเวลา 5 ปี
การป้องกันการเกิดมะเร็งลูกอัณฑะ
หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี, คอยตรวจสอบสุขภาพด้วยตนเอง,
ตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง
การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งนั้นทำได้โดยการตรวจ Biomarkers C12
แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อ
ความสุขใจของตัวคุณและครอบครัว
โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้