1)
ต้นกำเนิดของโรค
:
มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งในเพศชาย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับสอง
และมีผู้ป่วยโรคนี้กระจายอยู่ทั่วโลก
ในสหรัฐอเมริกามีชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นโรคนี้ถึง 25%
ขณะที่ในทวีปเอเชียมีเพียงประมาณ 3-5% โดยระดับ
การเกิดของโรคร้ายนี้มีตั้งแต่ 1 ถึง 100
กล่าวคือในรัฐแคลิฟอเนียมีผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าชาวจีนเซี่ยงไฮ้
ถึง 100 เท่า (ไม่รวมชาวจีนที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจิลลิส
ซึ่งมีระดับการเกิดโรคสูงกว่าชาวจีนแผ่นดินใหญ่) ดังนั้นทั้งปัจจัย
ทางด้านพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมล้วนเป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
ทั้งนี้ยังต้องศึกษากันต่อไป อย่างไรก็ดี
ในปีที่ผ่านมาพบจำนวนผู้ป่วยลดลง 180,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตปีละ 40,000
คน โดยเมื่อ 10 ปีก่อนมีผู้ป่วย
มากกว่าปัจจุบันถึง 10 เท่า
มะเร็งต่อมลูกหมากสามารถซ่อนเร้นอาการไว้ได้นาน
ดังนั้นหากเพิ่งเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการก็มักจะพบมะเร็งร้าย
ที่ทำลายต่อมลูกหมากไปแล้วกว่า 45%
มะเร็งประเภทนี้มักจะแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัย 70 ถือเป็นภัยร้ายของผู้สูงอายุ
มะเร็งชนิดนี้มีพัฒนาการค่อนข้างช้า โดยเนื้อร้าย
จะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 4 ปี
2) การเจริญเติบโตของมะเร็ง :
มะเร็งประเภทนี้พัฒนามาจากต่อมในร่างกาย
ซึ่งอาจเกิดที่บริเวณเดียวหรือหลายๆบริเวณภายในต่อม โดยจะเจริญเติบโต
ในไขมันที่อยู่รายรอบ จากนั้นจะลุกลามไปยังบริเวณต่างๆรอบต่อม
ต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ท่ออสุจิ รวมไปจนถึงต่อมต่างๆ
ที่อยู่ชั้นนอก โดยคนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากกว่า 90% จะมีการแพร่กระจายไปสู่กระดูก
3)
ลักษณะอาการ :
-
ปัสสาวะติดขัดหรือปวดปัสสาวะบ่อยๆโดยเฉพาะในเวลากลางคืน
กลั้นปัสสาวะได้ไม่สุด, ปัสสาวะไหลเอื่อย
บางครั้งมีเลือดปนมากับปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ
-
ปวดกระดูกเรื่อยไปถึงศีรษะ, มีอาการเจ็บขา, สะโพก, และกระดูกสันหลัง
4)
การตรวจวินิจฉัยโรค :
-
ตรวจร่างกาย
โดยการใช้นิ้วมือล้วงคลำผ่านช่องทวารหนักซึ่งต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
-
ตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง PSA โดยค่าของตัวบ่งชี้ที่เข้าข่ายอันตรายคือตั้งแต่
4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ควรเฝ้าระวัง
หากพบระดับตัวบ่งชี้ระหว่าง 4-10 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร
ซึ่งอาจแสดงถึงภาวะต่อมลูกหมากโตหรือมีก้อนไขมันอุดตัน
ซึ่งถือว่ายังไม่ร้ายแรง เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างก้อนมะเร็งกับก้อนไขมัน
ควรตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็ง FPSA เพิ่มเติม
เพื่อหาอัตราส่วนระหว่าง FPSA และ PSA ค่าของคนปกติจะมากกว่า 0.25
ยิ่งพบค่าต่ำกว่าเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
-
การตรวจอัลตร้าซาวด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก
- การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณต่อมลูกหมากเพื่อตรวจวิเคราะห์หาตำแหน่งและขนาด
ของเนื้อร้าย แต่เนื่องจากวิธีการนี้
เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย จึงมักใช้การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง FPSA แทน
5) การบำบัดรักษา :
การบำบัดรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะความรุนแรงของมะเร็งหลังจากที่ตรวจพบ
ว่าจะจำกัดอยู่เฉพาะตำแหน่งแคบๆหรือ
แพร่กระจายออกไป
แพทย์บางกลุ่มเน้นการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อจำกัดอยู่ใน
บริเวณแคบๆ
ทั้งนี้ไม่ได้ละเลยการบำบัดรักษาไปเสียทั้งหมด มีการใช้ฮอร์โมนบำบัดควบคู่ไปด้วย
-
การผ่าตัด มีทั้งแบบที่ผัดตัดเอาต่อมลูกหมากออกทั้งหมด
และแบบที่เอาออกเป็นบางส่วน
-
การฉายรังสี
ซึ่งในปัจจุบันอุปกรณ์เครื่องมือและการรักษาด้านนี้มีเทคโนโลยีที่เจริญรุดหน้าเป็น
อย่างมาก
-
ฮอร์โมนบำบัด โดยเน้นการลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
เป็นการลดระดับฮอร์โมนซึ่งจะมีผลทำให้
ขาดสมรรถภาพทางเพศรวมถึงจะมีอาการร้อนวูบวาบ
-
การทำเคมีบำบัดนั้นไม่นิยมใช้กับมะเร็งประเภทนี้
6) การตรวจติดตามผลภายหลังการรักษา :
-
ตรวจร่างกายทั่วไป
- การตรวจอัลตร้าซาวด์
-
การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง PSA และ FPSA หลังการผ่าตัดค่า PSA
จะลงมาอยู่ที่ระดับ 0 หากตรวจพบค่า PSA
ที่สูงขึ้นแสดงถึงการกลับมาของมะเร็ง
7)
การป้องกัน
:
ยังไม่มีการระบุชัดเจนถึงวิธีการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก
ดังนั้นเรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองของแต่ละบุคคล
รวมถึงคำแนะนำที่ได้รับจากแพทย์
เพื่อความมั่นใจควรตรวจบริเวณช่องทวารหนักเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ควร
ตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง PSA และ FPSA
ข้อควรระวัง : หากเข้ารับการรักษาทางด้าน ANTI-AGING และได้รับฮอร์โมน DHEA
ควรตรวจเช็คร่างกายเพื่อให้
แน่ใจว่าปลอดภัยจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
“ การใช้ฮอร์โมน DHEA นั้นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
ซึ่งจะต้องคอยเช็คระดับสเตียรอยด์และ
ระดับโคเลสเตอรอลในร่างกาย, วัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส,
และตรวจสุขภาพของต่อมลูกหมากในคนไข้เพศชาย ”
นายแพทย์ จอห์น เนสเล่ กล่าว
ท่านผู้นี้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านต่อมไร้ท่อและกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่าง
กาย
แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลท์ ผู้ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของฮอร์โมน
DHEA ที่มีต่อโรคเบาหวานและการ
แข็งตัวของเลือด
การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งนั้นทำได้โดยการตรวจ Biomarkers C12
แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อ
ความสุขใจของตัวคุณและครอบครัว
โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้