ภาพแสดงก้อนมะเร็งรังไข่ที่ถูกผ่าออก
1)
ต้นกำเนิดของมะเร็งรังไข่
:
ผู้ที่มีความเสี่ยง ?
ผู้หญิง 1 คนในจำนวน 70 คนจะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ และหากอยู่ในครอบครัวมีประวัติทางพันธุกรรม (ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5%)
1 ใน 2 คนจะมีโอกาสเป็นมะเร็งดังกล่าว
มีผู้เป็นมะเร็งรังไข่จำนวนมากน้อยเพียงใด ?
มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งประเภทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 4 ในบรรดาโรคมะเร็งที่ผู้หญิงมักจะเป็นกัน แต่ก็ยังมีจำนวนน้อยกว่า
ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมถึง 6 เท่า พบมากในผู้หญิงชนชาติผิวขาว ผู้หญิงเอเชียจะเป็นมะเร็งรังไข่น้อยกว่าผู้หญิงอเมริกัน
นอกจากนี้ ลูกหลานชาวเอเชียที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่น้อยกว่า
มักพบมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยอายุเท่าไร ?
มักพบมะเร็งรังไข่ในหญิงที่มีกรรมพันธุ์ของมะเร็งดังกล่าวเมื่อมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 59 ปี ทั้งนี้ผู้หญิง
วัย 20 – 30 ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดนี้ได้เช่นกัน
มีปัจจัยใดบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ ?
• จำนวนการตกไข่ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น หรือเมื่อใช้ยาที่ช่วย
ในการตกไข่ของสตรีที่เคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง
• อาหารที่กินก็เป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่ง ซึ่งการเป็นมะเร็งรังไข่มักจะสัมพันธ์กับอาหารประเภทไขมันและโปรตีน
จากสัตว์ รวมไปถึงการมีน้ำหนักที่มากเกินไป
มีปัจจัยใดบ้างที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่ ?
- สภาพการณ์ต่างๆที่ส่งผลให้ร่างกายมีจำนวนการตกไข่ลดลง เช่น การให้กำเนิดบุตรหลายๆคน, การให้นมบุตร, การกิน
ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
-
การรับประทานอาหารประเภทผัก โดยเฉพาะผักที่มีสารเบต้าแคโรทีน
2) การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่:
รังไข่เป็นอวัยวะที่วางตัวอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย
ดังนั้นแม้มะเร็งจะแพร่กระจายเข้าสู่ในช่องท้องก็มักจะไม่ปรากฎอาการให้เห็น
กว่า 75% ของผู้ที่เป็นมะเร็งประเภทนี้มักจะตรวจพบก็เมื่อเข้าสู่ระยะท้ายๆ
มะเร็งชนิดนี้จึงน่ากลัวและทำการบำบัดรักษาได้ยาก
ดังนั้นจึงควรต้องมีมาตรการดูแลป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
ก่อนที่ร่างกายจะแสดงสัญญาณความผิดปกติ ซึ่งอาจสายเกินไป
ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งรังไข่ทั้งหมดประมาณ 30%
โดยมีผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นที่ 3 และ 4 เหลือ
รอดชีวิตเพียง 10% แต่ในทางกลับกัน
ผู้ที่ตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ตั้งแต่ระยะแรกมีโอกาสรอดชีวิตกว่า 90%
ลักษณะอาการ : ปวดที่บริเวณท้องน้อย, บวมที่ช่วงท้อง,
มีเลือดออกซึ่งไม่ได้เกิดจากการมีประจำเดือน มะเร็งรังไข่มักจะ
สัมพันธ์กับมะเร็งประเภทอื่นๆ
จึงควรตรวจวินิจฉัยหาเซลล์มะเร็งหลายๆชนิดไปพร้อมกัน เช่น มะเร็งเต้านม,
มะเร็งลำไส้ใหญ่,
มะเร็งผนังมดลูกและมะเร็งปากมดลูก
3) วิธีการตรวจวินิจฉัย:
1)
ทำอัลตร้าซาวด์บริเวณภายในเชิงกรานและภายในอวัยวะเพศ
2)
การตรวจด้วยวิธีเอ็มอาร์ไอ ซึ่งมีความไวสูง
สามารถแสดงภาพเนื้องอกในบริเวณต่างๆ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ช่องทวารหนัก
ไปจนถึงผนังช่องท้อง
3) การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง:
- ตัวบ่งชี้มะเร็ง CA125 ระดับผิดปกติอยู่ที่ 35 U/L อย่างไรก็ดี
ไม่ได้แสดงปริมาณของเนื้องอกหรือแสดงพัฒนาการของมะเร็งแต่อย่างใด
ทั้งนี้หากพบค่า CA125 มากกว่าระดับผิดปกติ 2 เท่า
ควรเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจโซโนแกรมและทำ CT สแกน
-
ตัวบ่งชี้มะเร็ง AFP และ BHCG
-
ตัวบ่งชี้มะเร็ง CA19-9 และ CEA จะช่วยบ่งชี้มะเร็งที่มีลักษณะเป็นเยื่อเมือก ซึ่งค่า CA125 ยังไม่ปรากฎ
4) การผ่าตัดเพื่อตรวจ โดยการส่องกล้องหรือผ่าตัดตรวจเนื้อเยื่อในผนังช่องท้อง
4)
การรักษามะเร็งรังไข่:
1) การผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อร้ายออก
นอกจากนี้การผ่าตัดยังมีประโยชน์ต่อการตรวจวินิจฉัย ช่วยให้ทราบระดับความรุนแรง
และการแพร่กระจายของมะเร็ง
2)
การทำเคมีบำบัด โดยจะใช้ตัวยาหลายๆชนิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
3)
การใช้รังสีบำบัดไม่นิยมใช้กับผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่
4) การเฝ้าระวังและหมั่นติดตามผล สำหรับผู้ที่รักษามะเร็งรังไข่จนเป็นปกติ
ควรหมั่นตรวจร่างกายเพื่อเฝ้าระวังการกลับมา
ของมะเร็งและเพื่อดูประสิทธิภาพของการรักษาที่ได้รับ การตรวจวัดระดับตัวบ่งชี้มะเร็ง
CA125 จึงจำเป็นอย่างยิ่ง หลังจาก
ทำการผ่าตัดเอามะเร็งรังไข่ออกได้ 5 วัน คนไข้ต้องทำการตรวจวัดระดับ CA125
หากพบว่าค่าดังกล่าวยังไม่กลับมาที่ระดับ
ปกติ แสดงว่าอาจจะยังมีเนื้อร้ายหลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ดี
แม้จะอ่านค่าได้เป็นปกติก็ไม่ได้หมายความว่ามะเร็งจะหมดไป
เพราะอาจจะมีหลงเหลืออยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ จากข้อมูลพบว่าคนไข้ประมาณ 15%
ต้องกลับมาทำการผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง เนื่อง
จากครั้งแรกไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออกได้หมด ค่า CA125
ที่เพิ่มขึ้นซึ่งแสดงการกลับมาของมะเร็งนั้นสามารถบ่งชี้ได้เร็ว
หลายเดือนก่อนการตรวจทั่วไปในคลินิก ดังนั้นแนะนำให้ตรวจสอบระดับ CA125
ทุกๆสามเดือนในช่วงปีแรก จากนั้นควร
หมั่นตรวจเช็คทุกๆ 6 เดือน
หากพบค่า CA125 เพิ่มสูงขึ้น
ควรทำการตรวจวินิจฉัยการกลับมาของมะเร็งอย่างละเอียดโดยการทำอัลตร้าซาวด์
และการถ่ายภาพจาก Immunoscintigraphy
พึงระลึกไว้เสมอว่า:
หัวใจสำคัญคือการป้องกันและการเฝ้าระวังมะเร็ง:
ยิ่งตรวจพบมะเร็งรังไข่เร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่
1.4% ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจึงควรเข้ารับการตรวจภายในจากสูตินารีแพทย์ปีละ 1
ครั้ง;
-สำหรับผู้ที่มีพันธุกรรมเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงถึง 40%
ควรหมั่นตรวจร่างกายปีละ 1 ครั้ง ทำการ
ตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็ง และตรวจอัลตร้าซาวด์บริเวณกระดูกเชิงกราน
สถาบันสุขภาพแห่งสหรัฐอเมริกา ( NIH) แนะนำให้
ตรวจเช็คอวัยวะบริเวณกระดูกเชิงกรานและถ่ายภาพด้วยวิธีโซโนแกรม
พร้อมทั้งตรวจวัดระดับตัวบ่งชี้มะเร็ง CA125
อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งรังไข่เป็นวิธีการที่ง่ายและช่วยติดตามการกลับมา
ของมะเร็งที่ทุกคนควรเข้ารับการตรวจ
ตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งรังไข่ที่ต้องตรวจคือ CA125
นอกจากนี้ควรตรวจตัวบ่งชี้ CEA, CA19-9, AFP และ BHCG
ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ค่า CA125
ยังสามารถใช้ในการวินิจฉัยภาวะการณ์มีก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกรานได้อีกด้วย
ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยดังกล่าวที่มีค่า CA125 มากกว่า 95 U/L
ควรเข้ารับการผ่าตัดตรวจช่องท้องอย่างละเอียด, สุ่มตรวจต่อม
น้ำเหลือง , ตรวจเยื่อบุช่องท้องและเข้ารับการผ่าตัด
Biomarker C12 สามารถตรวจหาตัวบ่งชี้ CA 125, CA19-9, AFP และ BHCG
ได้ทั้งหมดจากการตรวจเลือดคราวเดียว
โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้