|
![]() |
| | หน้าแรก | ติดต่อเรา | ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจ | ลงทะเบียน| |
มะเร็งปอด |
| สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่ตัวคุณเอง มะเร็งปอดเป็นมะเร็งชนิดที่พบมากที่สุดและสร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก คุณรู้หรือไม่ว่า : - มะเร็งปอดจัดเป็นนักฆ่ามือหนึ่ง เป็นมะเร็งชนิดที่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงที่สุด - ในปี 2003 ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปอดถึง 157,000 คน - ควันบุหรี่เป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง - 87% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดสูบบุหรี่ แต่ 13% ไม่เคยสูบ - ในผู้ที่สูบบุหรี่ 9 คน จะมี 1 คนที่เป็นมะเร็งปอด แล้วใคร...จะเป็นหนึ่งในผู้โชคดีรายต่อไป... ข้อมูลดังกล่าวมาจากองค์กรโรคมะเร็งชื่อดัง 2 องค์กร คือสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่อย่างหนักมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ ไม่สูบ แต่อย่างไรก็ดี... - ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงว่าผู้ที่สูบซิการ์เป็นประจำ (5 มวนต่อสัปดาห์, แบบไม่หายใจเอาควันเข้าปอด) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น - ไม่พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่เป็นครั้งคราว (1 ซองต่อสัปดาห์) เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด - การได้รับมลภาวะบางประเภทอันตรายกว่าการสูดดมควันบุหรี่ เพื่อไขข้อสงสัย ควรเข้ารับการตรวจมะเร็ง เช่นการตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อให้ตัวบ่งชี้มะเร็งอย่าง Biomarker C12 ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายให้ผลรวดเร็วและประหยัด รู้เท่าทันมะเร็ง เพื่อตัวคุณและคนที่คุณรัก 1) ต้นกำเนิดของโรค : มะเร็งปอดเป็นมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับหนึ่งของโลกและมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้วิ ทยาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าไปมากก็ตาม โรคมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการใช้ยาสูบประเภทต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลมาจากชาวตะวันตกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในอเมริกาเหนือมีคนไข้มะเร็งปอดถึง 20% จากจำนวนคนไข้โรคมะเร็งทั้งหมด สูงกว่าในแอฟริกาซึ่งมีผู้ป่วยมะเร็งปอดเพียง 1-2% เท่านั้น และเริ่มพบมากขึ้นในผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงในปัจจุบันนิยมสูบบุหรี่กันมากขึ้น โรคมะเร็ง ปอดจึงเริ่ม เป็นปัญหาในผู้หญิงมากขึ้นทุกปี หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายใน 10-15 ปีจะมีผู้หญิงเป็นมะเร็งปอดพอๆกับผู้ชาย โดยจากในปี 1975 มีผู้ชายเป็นมะเร็งปอดมากกว่าเพศหญิงถึง 3.5 เท่า แต่พอปี 1999 ลดลงเหลือเพียง 1.5 เท่า อายุเฉลี่ยของผู้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยคือ 66 ปี การทำนายการเกิดมะเร็งปอดนั้นทำได้ยาก เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่เข้ารับการตรวจวินิจฉัยช้าเกินไป ซึ่งหากตรวจพบเมื่อ เข้าสู่ระยะท้ายๆ ประมาณ 50% จะพบการแพร่กระจายของมะเร็งไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกาย จำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดนั้นมีมากกว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ลำไส้, มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากรวมกัน สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่าในปี 2004 สหรัฐอเมริกาจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นอีก 173,770 ราย โดยคิดเป็นเพศชาย 93,110 คน และเพศหญิง 80,660 คน และคาดว่าในปี 2004 จะมีผู้เสียชีวิต 160,400 คน ซึ่งถือเป็น 30% ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด 2) ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด : - การสูบบุหรี่ หรือการได้รับควันจากบุหรี่ การสูดควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยง โดยควันจากบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงกว่า ควันจากซิการ์หรือยาเส้น - การได้รับสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่นการสูดดมแร่ใยหิน ก๊าซกัมมันตรังสี แร่แคดเมียม แร่นิกเกิล เคมีอุตสาหกรรมต่างๆ น้ำมันดิน และเขม่าควันต่างๆ - การได้รับมลภาวะที่เป็นพิษในระดับสูงๆ ซึ่งผู้ที่ได้รับทั้งสารพิษจากอุตสาหกรรมและมลภาวะที่เป็นพิษจะยิ่งมีความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งสูงขึ้น - ทั้งนี้ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีผลต่อการเกิดมะเร็งปอด กล่าวคือ ในผู้สูบบุหรี่ 10 คน จะมี 1 คนที่เป็นมะเร็งปอด 3) การพัฒนาของมะเร็งปอด : โรคมะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ มะเร็งปอดที่มีลักษณะเป็นเซลล์ขนาดเล็ก ( SCLC) 25% และมะเร็งปอดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ( NSCLC) 75% โดยมะเร็งขั้นร้ายแรงนั้นจะพัฒนามาจากเซลล์ในปอดที่ไม่ได้รับสารหล่อเลี้ยงหรือ growth factor ซึ่งช่วยให้เซลล์เจริญเติบโต ภาวะที่เซลล์ขาดสารหล่อเลี้ยงนั้นเกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมเซลล์ ที่เรียกว่า Anti-oncogenes โดยเซลล์มะเร็งนั้นมักจะแพร่กระจายไปยังกระดูก ตับและสมอง 4) ลักษณะอาการ : - เลือดออกในเสมหะ หรือเรียกว่าภาวะ hemoptysis - ไอเรื้อรัง - ปอดติดเชื้อซึ่งไม่สามารถรักษาได้ - เสียงแหบ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด - ปวดกระดูก ปวดหลัง และมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด 5) การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด : - การตรวจเอ็กซเรย์ที่บริเวณหน้าอกเป็นสิ่งจำเป็น แต่บ่อยครั้งมักสายเกินไป จึงควรตรวจ CT สแกนซึ่งให้รายละเอียดสูง อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยที่ดีที่สุด ควรตรวจร่างกายด้วยเครื่อง 64-Slide MSCT และ หมั่นตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งด้วย Biomarker C12 เป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง - ตรวจชิ้นเนื้อ - สแกนบริเวณหน้าอก, บริเวณท้องส่วนบน, กระดูก, สมอง และทำ PET สแกน - ส่องกล้องเพื่อค้นหาก้อนเนื้อบริเวณรอบนอก; - ตรวจวิเคราะห์เสมหะ - ตรวจตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA และ NSE เพื่อหาเซลล์มะเร็งขนาดเล็ก นอกจากนี้ควรตรวจหาตัวบ่งชี้ Cyfra 21-1 เพิ่มเติมด้วย 6) การรักษาโรคมะเร็งปอด : - การผ่าตัดเฉพาะบริเวณที่มีก้อนเนื้อ - การใช้รังสีบำบัดช่วยเสริมไปกับการผ่าตัด สำหรับก้อนเนื้อเล็กๆที่ไม่สามารถผ่าออกได้ - การทำเคมีบำบัด ซึ่งจะทำก่อนหรือหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยขั้นที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆอย่างรวดเร็ว - การฉายแสงร่วมกับการใช้เคมีบำบัดในเซลล์มะเร็งที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ - การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งในระหว่างการรักษานั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการตรวจ ติดตามผลการรักษา โดยเฉพาะใน ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด แพทย์จะสามารถปรับการรักษาได้หากตรวจพบเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น ในกรณีของมะเร็งปอดเซลล์มะเร็งหลายชนิดจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ในก้อนเนื้อเดียว กัน การรักษาด้วยเคมีบำบัดที่มีประสิทธิภาพจะสามารถทำลายชนิด เซลล์มะเร็งและเซลล์ที่กำลังจะเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็งได้ การตรวจติดตามผลในระหว่างการบำบัดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ตัวบ่งชี้มะเร็ง NSE และ Cyfra 21-1 เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่พบได้ในมะเร็งปอด 7) การติดตามผลภายหลังการรักษา : - การดูภาพจากฟิล์มเอ็กซเรย์ - การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง การพบค่าที่เพิ่มขึ้นของตัวบ่งชี้มะเร็งหนึ่งชนิดหรือหลายชนิด สามารถเตือนถึงการกำเริบ ของโรคได้ล่วงหน้าหลายเดือน ดังนั้นภายหลังการรักษาจึงควรตรวจติดตามทุกๆเดือน จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นทุกๆ 3 เดือน 8) มะเร็งปอดป้องกันได้ : โดยการไม่สูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ นอกจากนี้การตรวจ CT เบื้องต้นและ การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งจะช่วยให้เรารู้เท่าทันมะเร็งปอดได้ ก่อนที่มะเร็งร้ายจะลุกลาม ยากเกินแก้ไข การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งนั้นทำได้โดยการตรวจ Biomarker C12 แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อ ความสุขใจของตัวคุณและครอบครัว โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้ ![]() |
Copyright Biomarkers 2005 |