1) ต้นกำเนิดของโรค:
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศหญิง
ไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่พบคนไข้โรคนี้ถึง
210,000 คนต่อปี แต่หมายรวมถึงในหลายๆประเทศทั่วโลก ผู้หญิง 1 ใน 8
คนมีโอกาสที่เซลล์ของตนจะพัฒนาไปเป็น
มะเร็งเต้านมขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆเป็นองค์ประกอบ
โดยในแต่ละปีมีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น 1-2% ทั้งนี้
ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ใน10 ปีที่ผ่านมามีอัตราคงที่และมีทีท่าว่าจะค่อยๆลดลง อย่างไรก็ดี
มะเร็งเต้านมยังคงถือเป็นหายนะ
ทางสังคมในหลายๆประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา,
ประเทศแถบยุโรปตะวันตก, ออสเตรเลีย, และนิวซีแลนด์
ปัจจุบันผู้หญิงชาวอเมริกันกว่า 1 ล้านคน ประสบกับมะเร็งเต้านมขั้นที่ 2, 3, และ 4
แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีการรักษา
ทางการแพทย์ใดที่สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดนี้ได้
แต่วิทยาการความก้าวหน้าของการตรวจวินิจฉัยและการบำบัด
สามารถยับยั้งการพัฒนาของโรคในคนไข้โรคดังกล่าวได้เป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรตื่นตระหนกกับมะเร็งเต้านมมากเกินไป
ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแท้จริงแล้วมีเพียง 13%
จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงกว่า 89% เชื่อว่าตนมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมถึง
46% ซึ่งแท้จริงความเสี่ยงมีเพียง 13%
ดังนั้นจึงไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป
นอกจากนี้ยังพบว่าในแต่ละปีมีชายชาวอเมริกันราว 1,000 คนเป็นมะเร็งเต้านม
2)
ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ:
แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมแน่ชัด
แต่โดยทั่วไปเชื่อว่ามะเร็งประเภทนี้เป็นผลมาจากการสะสมของ
การเปลี่ยนแปลงของยีนซึ่งส่วนใหญ่ได้มาหลังการเกิด
นอกจากนี้บางครั้งได้รับการสืบทอดมาจากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง
ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกรรมพันธุ์ของมะเร็งเต้านม
ในปัจจุบันพบยีนที่บ่งชี้กรรมพันธุ์ของมะเร็งเต้านม 2 ชนิด คือ BRCA1 และ BRCA2
(
ส่วน BRCA3 ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
)
ซึ่งผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งควรเข้ารับการตรวจเพื่อหายีนดังกล่าว
เพราะอาจเป็นโรคมะเร็งที่ได้มาจาก
การสืบทอดทางพันธุกรรม
ปัจจัยหลักของการเกิดมะเร็งเต้านมมีดังนี้:
-
เพศ พบมะเร็งเต้านมในเพศชายเพียง 1 คน ต่อเพศหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม 100 คน;
-
อายุ มะเร็งเต้านมมักพบได้น้อยมากในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปี
ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุ 50 ปี โดยผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า
60 ปีจะยิ่งมีความเสี่ยงสูง;
-
มีประวัติการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่มากผิดปกติ กล่าวคือบริเวณเต้านมมีความหนาแน่น
พบได้โดยการนำเอาเนื้อเยื่อบริเวณ
เต้านมไปตรวจวิเคราะห์
-
ช่วงของการเจริญเติบโตที่ยาวผิดปกติ กล่าวคือ เริ่มเป็นสาวเร็ว;
เข้าถึงวัยหมดประจำเดือนช้า
-
ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือให้กำเนิดบุตรตอนมีอายุมาก.
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ สภาพแวดล้อม (รูปแบบการใช้ชีวิต,
ฐานะทางสังคม, อาหารที่กิน),
การเป็นโรคอ้วนตั้งแต่เล็กๆ, การได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน, การสูบบุหรี่
และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3)
การพัฒนาของโรค:
แม้จะยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่ามะเร็งเต้านมเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่ลักษณะทางกายภาพของการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นสามารถอธิบายได้
กล่าวคือเซลล์เต้านมที่อยู่บริเวณท่อน้ำนมเจริญเติบโตขึ้น เข้าไปในท่อและผนังท่อ
เข้าไปสู่น้ำเหลืองหรือ
หลอดเลือดฝอย
ซึ่งเป็นผลให้เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายได้
ก้อนเนื้อที่มีขนาดโตขึ้นสามารถ
จับภาพด้วยการทำเมมโมแกรม, อัลตร้าซาวด์ หรือเอ็มอาร์ไอได้
นอกจากนี้สามารถพบก้อนเนื้อดังกล่าวได้ที่ต่อมใต้รักแร้
หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดอาการบาดเจ็บที่ผิวหนังชั้นนอก
ต่อมต่างๆหนาขึ้นและเซลล์มะเร็งก็จะยังคงลุกลามไปทั่ว
ร่างกายจนกระทั่งเสียชีวิต
4) ลักษณะอาการ:
มีก้อนเนื้อที่บริเวณเต้านม โดยอาจพบรอยเหี่ยวห่นของผิวหนังบริเวณเต้านม
หัวนมหดตัวเข้าไปโดยไม่สามารถกลับออกมาได้
มีเลือดออกที่บริเวณหัวนม และมีต่อมแข็งๆที่บริเวณใต้รักแร้
5)
การตรวจหามะเร็งเต้านม:
เพื่อให้สามารถหาทางบำบัดรักษาได้ทันท่วงที ควรหมั่นตรวจหามะเร็งเต้านม
ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้
-
คอยตรวจหาความผิดปกติของเต้านมด้วยตนเอง
-
ทำการตรวจเมมโมแกรมเต้านมทั้งสองข้างปีละหนึ่งครั้ง หรือ 2
ปีครั้งหากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรตรวจมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ
หรือตรวจพบตั้งแต่ในขั้นแรกๆ ก่อนที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามยากเกินแก้ไข
-
ควรตรวจอัลตร้าซาวด์
-
ควรตรวจเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งหรือ Biomarker
ซึ่ง เป็นวิธีการที่ง่ายและประหยัด
6)
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม:
สามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมได้โดยวิธีการดังนี้
-
การทำเมมโมแกรม;
-
การทำอัลตร้าซาวด์ หรือ เอ็มอาร์ไอ;
-
การตรวจเนื้อเยื่อบริเวณเต้านม
- การตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA และ CA 15-3
7)
การรักษา:
การรักษาส่วนใหญ่จะบูรณาการร่วมกัน โดยมีทั้งการผ่าตัด
การใช้รังสีบำบัดและการใช้ยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ
ของคนไข้แต่ละคน
-
การผ่าตัด มีคนไข้เพียง 30% ที่ต้องผ่าตัดเอาหน้าอกออกทั้งหมด
โดยปกติคนไข้ส่วนใหญ่มักจะถูกผ่าตัดออกเพียงบางส่วนเท่านั้น
ส่วนการผ่าตัดบริเวณต่อมใต้รักแร้นั้นมีประโยชน์ในการติดตามผลการรักษา
ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่มีอันตรายน้อยมาก
และมักนำมาใช้ในกรณีที่ตรวจเบื้องต้นพบก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กกว่า 10 มิลลิเมตร
ภายหลังการผ่าตัดเอาหน้าอกออกทั้งหมด
คนไข้จะได้รับการทำศัลยกรรมหน้าอกทดแทน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ให้ผลที่
น่าพึงพอใจ
-
การฉายรังสี จำเป็นต้องทำหลังจากการผ่าตัดเต้านม
ซึ่งในปัจจุบันการฉายรังสีให้ประสิทธิภาพดียิ่ง
แสดงให้เห็นจากจำนวนผู้รอดชีวิตจากการโรคมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการรักษาอื่นๆได้แก่ การฉายรังสีก่อนการผ่าตัด,
การฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือการฉายรังสีร่วมกับ
การทำเคมีบำบัดเพื่อให้ก้อนเนื้อหดตัวลง
- การบำบัดอื่นๆที่เอื้อต่อการรักษา ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของก้อนเนื้อและต่อมต่างๆ
-
การทำเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการใช้ตัวยาร่วมกันหลายๆชนิด
เนื่องจากมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ
ของร่างกายได้รวดเร็วมาก การทำเคมีบำบัดจึงมีส่วนสำคัญยิ่ง
นอกจากนี้ยังอาจทำการรักษาอื่นๆควบคู่ไปด้วย เพื่อ
เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
- การใช้ฮอร์โมนบำบัด เพื่อลดการเจริญเติบโตของเซลล์ฮอร์โมน
8) การติดตามผลภายหลังการรักษา:
การติดตามผลภายหลังการรักษามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
และต้องคอยติดตามต่อไปตลอดชีวิต เพราะโอกาสที่จะกลับมา
เป็นมะเร็งอีกครั้งนั้นมีค่อนข้างสูง
โดยเริ่มจากการเข้ารับการตรวจติดตามผลทุกๆ 3 เดือน หลังจากนั้นปรับให้เป็นทุกๆ 6
เดือน แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็น
ปีละครั้ง:
- ตรวจร่างกายทั่วไป;
-
ทำเมมโมแกรม
;
-
ตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA และ CA 15-3
และตัวบ่งชี้มะเร็งตัวอื่นๆที่มีความไวต่อการตรวจจับการแพร่กระจาย
ของมะเร็งที่บริเวณกระดูกและตับ
หากตรวจพบการกลับมาของมะเร็ง ควรทำการตรวจอย่างละเอียดเพิ่มเติม เช่น
การทำอัลตร้าซาวด์หรือเอ็มอาร์ไอ
9)
การป้องกัน:
แม้ว่าจะมีการศึกษาและผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอยู่มาก
แต่จนปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด กลุ่มแพทย์
บางกลุ่มใช้วิธีผ่าตัดเอาเต้านมของคนไข้ออกทั้งหมด
หากตรวจพบสายกรรมพันธุ์ที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านม มีการ
ใช้ยาหลายประเภท เช่น Tamoxiphen และ Raloxyphen
ทั้งนี้เรายังต้องรอคอยผลงานวิจัยในอนาคตเพื่อให้ได้ข้อสรุปต่อไป
คำเตือน : หากคุณใช้ฮอร์โมนสเตรอยด์ DHEA เพื่อคงความเป็นหนุ่มสาว
คุณต้องให้แน่ใจว่ายาชนิดนั้นจะไม่มีผลทำให้เกิด
มะเร็งเต้านม
การตรวจหาตัวบ่งชี้มะเร็งด้วย Biomarkers C12 สามารถทำได้ง่าย
รวดเร็วและประหยัด เสียเวลาตรวจสักนิดเพียงปีละครั้ง
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคุณและคนที่คุณรัก
โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้
|